สวัสดีค่าา ^^
หายไปเป็นอาทิตย์ ตอนนี้อยู่เมืองไทยแล้วค่ะ ^^
กลับมาถึงเมื่อวันแม่ ตอนเช้าๆ แล้วก็... หลับผ่านวันแม่ไปทั้งวันค่ะ 
(ว่าไม่ได้นะ เพราะแม่ก็หลับ -- เรียกได้ว่าหลับกันทั้งบ้าน
)
วันนี้มาเล่าเรื่องเล็กๆ น้อยๆ เกี่ยวกับ iPhone ที่ไปประสบพบมา ณ อเมริกาค่ะ...
เริ่มจากประโยคที่พี่สาวเราพูดไว้ว่า "คนไทยนี่คิดว่า iPhone มันซื้อง่ายนักรึไง"
เราก็เลยอยากจะเขียน entry นี้มาตั้งกะ 2 อาทิตย์ก่อน แต่ยังไม่ได้เขียน วันนี้มีเวลาก็เลยเอาซะหน่อย ^^
ทำไมคนไทยถึงบ้า iPhone?
ข้อนี้เราตอบไม่ได้ค่ะ เพราะเราเองไม่ค่อยได้ติดตามความเคลื่อนไหวทางด้่านนี้
(เพราะส่วนตัวเราคิดว่า iPhone คืออะไรที่รวม PSP กะโทรศัพท์ไว้ด้วยกัน
และเราเองก็มีแล้วทั้งโทรศัพท์และ PSP ก็เลย... ^^")
แต่ทำไมเวลาที่พอรู้ว่าใครซักคนไปอเมริกา ถึงได้ฝากซื้อ iPhone กันใหญ
โอเค อาจจะถูกกว่าก็จริง แต่อยากให้รู้ว่าเดี๋ยวนี้ iPhone ไม่ได้ซื้อได้ง่ายๆ ค่ะ
เมื่อก่อนนี้อาจจะง่าย คนนึงซื้อได้เป็นสิบๆ เครื่อง แต่เพราะไอ้คนนึงซื้อได้หลายสิบเครื่องแล้วเอามาขายต่อนอกประเทศเนี่ยแหละ ทำให้ Apple ออกระบบใหม่
ซื้อได้หนึ่งคนต่อหนึ่งเครื่องเท่านั้นค่ะ
แต่ว่ากันตามจริง ไม่ใช่แค่คนไทยค่ะ ที่บ้า iPhone
วันก่อนเราไปร้าน Apple ที่ 5th Avenue (New York) กับพี่สาว ปรากฎว่าฝรั่งต่อแถวรอซื้อ iPhone กันยาวเหยียด ถามพนักงานได้ความว่าตอนนี้ปิดรับคิวแล้ว เพราะไอ้เท่าที่รออยู่ก็ใช้เวลาถึงเที่ยงคืนกว่าจะหมด
โอ้ แม่เจ้า! วัตถุนิยม (แกออกแนวด่าชาวบ้านแล้ว อิคาโอ เดี๋ยวเหอะ!)
เข้าเรื่องๆ
คือ เราแค่อยากมาเขียนให้คนที่คิดจะฝากพ่อ แม่ พี่น้อง ลุง ป้า น้า อา เพื่อนฝูง ญาติโกโหติกาหรือคนรู้จักหรือใครก็ตามที่ไปอเมริกา ซื้อ iPhone กลับมาให้ โดยเฉพาะ iPhone รุ่น 3G คิดซะใหม่ค่ะ
เพราะเดี๋ยวนี้การจะซื้อ iPhone ซักเครื่อง เราจะต้องมีสิ่งที่เรียกว่า Social Security ของอเมริกา ซึ่งคนที่จะได้ก็คือคนที่ไปโน่นอย่างถูกกฎหมาย และมีงานทำ
ไม่ใช่งานแบบร้านอาหารไทยที่คนไทยทั้งหลายไปทำอยู่นะคะ ต้องเป็นงานที่ทำแล้วได้เงินเดือน และเสียภาษีด้วย
สำหรับเด็กนักเรียนที่ไปเรียนมหา'ลัยที่โน่น การจะได้ Social ก็ต้องทำงานในมหาวิทยาลัยค่ะ
เพราะงั้น Social Security สมัยนี้เป็นอะไรที่ไม่ได้ได้มาง่ายๆ นะคะ (เมื่อก่อนแค่ไปเรียนก็ได้แล้ว)
แถมพอซื้อเครื่องนึง ก็ต้องให้ที่ร้าน Apple ปลดล็อคให้ และเค้าจะทำการบันทึกข้อมูลส่วนตัวของเราลงไปในเครื่อง และในเครือข่ายของเค้า ดังนั้นคนที่ซื้อไปแล้วเครื่องนึง อย่าหวังจะได้เครื่องที่สองค่ะ
แต่ไม่ใช่ว่าจะต้องใช้ Social ทุกคนนะคะ
iPhone มีแบบที่เรียกว่า "Family pack" มี Social ได้คนเดียว แต่ซื้อได้ 5 เครื่องค่ะ
แต่ว่าไอ้ 4 เครื่องที่เหลือเนี่ย เราจะต้องพาสมาชิกครอบครัวเราไปซื้อด้วย และแต่ละคนก็ต้องมี ID เป็นของตัวเองค่ะ (ID ก็บัตรประชาชน หรือนักท่องเที่ยวอย่างเราๆ ก็ใช้ passport เนี่ยแหละค่ะ)
เพราะงั้นคนที่ต้องมี social ก็คือคนที่อยู่ในฐานะหัวหน้าครอบครัวคนเดียวเท่านั้น
และอย่างที่บอกว่าเค้าบันทึกข้อมูลเราลงไป เพราะงั้นไอ้ 5 คนนี้ก็ไม่มีสิทธิ์ซื้อเครื่องที่ 2 ได้อีกเช่นกันค่ะ
...
ไอ้ที่กล่าวมาเนี่ย ราคาเครื่องละกว่า 2-300 เหรียญนะคะ
แล้วยังไม่รวมค่า cancel ระบบของเค้าเมื่อเวลาผ่านไป... กี่เดือนไม่รู้แหละ อิคาโอจำไม่ได้
ที่ต้อง cancel ก็เพราะว่าพอเราซื้อโทรศัพท์ เราก็จะต้องใช้ระบบเครือข่ายที่โน่นในการโทรฯ ต้องจ่ายค่าบริการรายเดือน ดังนั้นถึงแม้เราจะเอากลับมาไทย เราก็ยังปิดระบบไม่ได้จนกว่าจะถึงระยะเวลาขั้นต่ำที่เค้ากำหนดค่ะ
เพราะงั้นพอคิดถึงคนที่บินไปอเมริกาเพื่อซื้อ iPhone แล้ว ปัญหาต่อมาก็คือ ต้องบินกลับไปปิดระบบค่ะ
(หรือใครที่พอจะมีคนรู้จักอยู่ที่โน่น ก็ฝากเค้าปิดให้ค่ะ)
ซึ่งไอ้ค่าแคนเซิลนี่ก็ไม่ใช่ถูกๆ เครื่องละ 200 กว่าเหรียญ.. รวมแล้วตกเครื่องละเกือบ 600 เหรียญค่ะ (... คิดเป็นเงินไทยก็หมื่นแปดเข้าไปแล้ว แถมกรณีเป็นสีขาว จะแพงกว่าสีดำด้วย)
...
และพอมาถึงเมืองไทย ก็ต้องเอามาแก้ระบบกันอีกที เพื่อให้ใช้ในประเทศไทยได้
(เค้าเรียกแก้อีมี่หรืออะไรเนี่ยแหละ อิคาโอไม่ค่อยรู้เรื่องหรอกค่ะ
)
สรุปแล้วคุ้มรึเปล่าก็ไม่รู้.. รู้แต่คราวนี้ที่เราไปมา แฟนพี่เราสั่งทาง eBAY ได้ 5 เครื่อง และของบ้านเราเองที่ไปซื้อมาได้อีก 3 เครื่องโดยใช้ไอ้ Family pack เนี่ยล่ะ บวกกับของเพื่อนพี่ที่ฝากกลับมาให้แม่เค้าอีก 2 เครื่อง รวมเป็นสิบ...
ก็ไม่รู้เหมือนกันว่าโดนโขมยที่โรงแรมที่ Las Vegas หรือว่าที่สนามบิน
ท่านพ่อบอกว่า โรงแรมระดับ 5 ดาว มันไม่น่าเอา
แต่แหม.. พนักงานที่ทำความสะอาดมันไม่ได้ห้าดาวไปด้วยนี่คะ
หรือไม่ก็คือโดนเปิดเช็คกระเป๋าที่สนามบิน (ที่อเมริกานะ เพราะที่ไทยเราผ่านตลอด)
แล้วก็นั่นแหละ
เพราะงั้นนะคะ.. สรุปว่าเราแนะนำว่าถ้าอยากจะได้ iPhone... eBAY ดีที่สุดค่ะ
........................................................................
ขอแถมหน่อย
วันนี้ไปงานรับปริญญาที่ธรรมศาสตร์มาค่าา
ตั้งใจไปเพื่อเอาของไป Congratulation ให้ฟูจัง
แต่ปรากฎว่าอิคาโอ ไปสายค่ะ
ทำเอาเจ้าอุลฯ ที่ไปรอตั้งกะสิบเอ็ดโมง พลาดไปด้วย
เพราะพอไปถึง ฟูจังก็เตรียมตัวเข้าหอประชุมแล้ว แถมที่จะฝากของก็ไม่มี แม่ฟูจังก็กลับไปแล้วอีก
งึมงำ มองซ้ายมองขวา สุดท้ายอิคาโอกะไอ้อุล เอาของไปฝากไว้กะเพื่อนค่ะ ^^"
กะว่าฟูจังออกมาแล้วให้เล่นเกมหาสมบัติซักหน่อย
ไม่ใช่ๆ
จะบอกว่า ขอโทษนะคะฟูจัง ทำให้เป็นกังวลก่อนจะเข้าหอประชุมรึเปล่าก็ไม่รู้
แถมฉุกละหุกสุดๆ เดินตามแถวฟูจังไปแบบนั้น ไม่ได้บอกแสดงความยินดีซักคำ T^T"
แถมเมื่อกี๊นี้เพื่อนโทร. มาบอกว่าอาจจะอยู่ไม่ถึงเย็น
ตอนนี้ไม่รู้การ์ดกะคุกกี้จะไปอยู่กะใคร
เอาเป็นว่า.. ถ้าไม่ถึงมือ ฟูจังบอกเราด้วยนะคะ จะได้ไปตามหาแล้วส่งตามไปให้ ^^"
(พร้อม Nodame ที่เรายืมลืม TwT")
เจอกันเอนทรี่หน้า เดี๋ยวจะเล่าเรื่องที่ไปเที่ยวมาให้ฟังค่ะ
........................................................................
ตอบ comment entry ที่แล้ว "Review: The Lion King -- Disney on Broadway" ค่ะ
#1 บีซัง :: ไม่ใช่ไฮโซแต่ต้องเรียกว่าเราโชคดีมากกว่า เป็นครั้งหนึ่งในชีวิตที่อยากให้ลองดูถ้ามีโอกาสจริงๆ ค่ะ ^^
#2 คัตโตะซัง :: "สู้โจหลุยส์ได้เปล่า"<< ไม่เคยดู แหะๆ // "จริงๆแล้วประทับใจตรงนี้ชิมิส์
" อย่าเอ็ดไปค่ะ เดี๋ยวเค้ารู้กันหมด (ทุกวันนี้ยังมีใครไม่รู้อีกเรอะแก =w="a)
#3 ปิเอจัง ::(ขออนุญาตเรียกแบบนี้แล้วกันนะจ๊ะ ^^) ถ้ามีโอกาสก็ลองไปดูน้าา ถ้า Lion King มันเด็กไป ก็มีอีกหลายเรื่องเลย เค้าบอกว่าดีทุกเรื่องเลยจ้ะ ^^
#4 วิช :: ดีจ้าา วิชชี่ คิดถึงเหมือนกันนิ ^^
#5 พี่โจ้ :: ค่าาา (ตอบเฉยๆ เหมือนกันค่ะ
)
#6 วานะจัง :: ภาพสวยนั้นต้องยกเครดิทให้ที่มาค่ะ เราเองไม่ได้ถ่ายรูปมาเพราะว่าเค้าห้ามอ่ะ แต่ว่าเครื่องแต่งกายแล้วก็สีสันสวยงามจริงๆ นั่นแหละค่ะ จะแอบออกแนวส้มๆ น้ำตาลๆ นิดนึง แต่ชอบสีของฉากพระอาทิตย์ขึ้นมากๆ เลย เค้าเข้าใจทำจริงๆ


